วันพุธที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ครั้งที่ 7

17 ตุลาคม 2560

      วันนี้เป็นวันที่เราได้เรียนรวมกัน 2 เซก ก็จะมีความวุ่นวายเพิ่มมากขึ้น เพราะคนเยอะ เสียงก็จะดัง แต่ก็สนุกไปอีกแบบวันนี้เราเรียนกันเรื่องของ คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณของวิชาชีพครู

คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณของวิชาชีพครู

       คุณธรรม คือ สิ่งหรือสภาพที่เกิดขึ้นในจิตมีผลทำให้จิตอยู่ในภาวะที่ดีงาม
และพร้อมที่จะสร้างสรรค์แต่สิ่งที่เป็นคุณและประโยชน์
       จริยธรรม คือ สภาพของความประพฤติหรือพฤติกรรมการแสดงออกที่พึงประสงค์

คุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ 
  1. ขยัน  คือ  ความตั้งใจเพียรพยายามทำหน้าที่การงานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ อดทน ความขยันต้องปฏิบัติควบคู่กับการใช้สติปัญญาแก้ปัญหาจนเกิดผลสำเร็จ
  2. ประหยัด  คือ  การรู้จักเก็บออมถนอมใช้ทรัพย์สิน สิ่งของแต่พอควร พอประมาณ ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า  ไม่ฟุ่มเฟือย
  3. ซื่อสัตย์  คือ  ประพฤติตรงไม่เอนเอียง ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม มีความจริงใจปลอดจากความรู้สึกลำเอียง หรืออคติ   ลำเอียงเพราะชอบ  ลำเอียงเพราะชัง  ลำเอียงเพราะหลง ลำเอียงเพราะกลัว
  4. มีวินัย  คือ  การยึดมั่นในระเบียบแบบแผน ข้อบังคับ และข้อปฏิบัติ ซึ่งมีทั้งวินัยในตนเอง และวินัยต่อสังคม
  5. สุภาพ  คือ  เรียบร้อย อ่อนโยน  ละมุนละม่อม กิริยามารยาทที่ดีงาม มีสัมมาคารวะ                     (ยิ้ม ไหว้ ทักทาย)
  6. สะอาด  คือ  ปราศจากความมัวหมองทั้งกาย  ใจ และสภาพแวดล้อม ความผ่องใสเป็นที่เจริญตาทำให้เกิดความสบายใจแก่ผู้พบเห็น
  7. สามัคคี  คือ  ความพร้อมเพรียงกันความกลมเกลียวกัน ความปรองดองกัน ร่วมใจกันปฏิบัติงาน ไม่ทะเลาะวิวาท
  8. มีน้ำใจ  คือ  ความจริงใจที่ไม่เห็นแก่เพียงตัวเองหรือเรื่องของตัวเอง แต่เห็นอกเห็นใจเห็นคุณค่าในเพื่อนมนุษย์ มีความเอื้อเฟื้อเอื้ออาทรเกื้อกูลกันและกัน  
ความรู้ที่ได้รับ : ได้รู้ความหมายของคุณธรรมและจริยธรรม และสามารถแยกได้ว่า คุณธรรมและจริยธรรม แตกต่างกันอย่างไร และได้รู้ถึงคุณธรรมพื้นฐานทั้ง 8 ประการ 

 ประเมินตนเอง : มีความสุขในการเรียนในรายวิชานี้มาก กล้าสบตาอาจารย์มากขึ้น 

ประเมินเพื่อน : วันนี้เพื่อนมารวมตัวกันเยอะ ทำให้ภาพรวมดูวุ่นวายไปหน่อย เสียงดัง แต่ก็มีความสนุกสนานมาก

ประเมินอาจารย์ : อาจารย์น่ารัก สอนสนุก ไม่เครียด มีเกมส์ให้เล่นทุกครั้ง 

วันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ครั้งที่ 6

10 ตุลาคม 2560

   เมื่ออาทิตย์ที่แล้วอาจารย์ให้การบ้านโดยการไปทำหาคุณครูในดวงใจของตินเอง โดยให้ทำใส่บล็อกของตอนเอง และวันนี้อาจารย์ให้ทุกคนออกมานำเสนอคุณครูในดวงใจของตัวเอง


   คุณครู ที่เป็นครูในดวงใจของดิฉัน คือ คุณครู นิสา เรืองแจ่ม ท่าเป็นคุณครูปรำจำชั้นเมื่อตอน ป.5 และท่านก็เป็นคุณครูประจำวิชา การงานอาชีพ ที่ โรงเรียน รัตนโกสินทร์ ๙ ท่านเป็นอาจารย์ที่ดุ แต่ถ้าสนิทกับท่าน ท่านใจดีมาก ดิฉันเป็นเด็กกิจกรรมงานใบตอง ซึ่งเป้นกิจกรรมที่ท่านเป็นคนดูแล ทำให้สนิทกับท่านมาก ท่านเป็นคนที่คอยดูแล ห่วงใย ดิฉันมาตลอด เป็นคุณครูที่ไปเยี่ยมตอนดิฉันเข้าโรงพยาบาล คอยอบรมสั่งสอน และให้อภัยในเวลาที่ทำผิด ไม่เคยโกรธลูกศิษย์เลย 


    เมื่อทุกคนนำเสนอครบแล้ว อาจารย์ก็ได้ให้แนวคิดว่า ทุกคนต่างมีคุณครูในดวงใจของตอนเอง ครูในดวงใจ คือคนที่เราชอบ เพราะฉะนั้น ในอนาคตถ้าเราไปเป็นครู ให้เราดูตัวอย่างจากครูในดวงใจของเรา แล้วให้นำมาปฏิบัติต่อเด็ก เพราะอะไรที่เราไม่ชอบ ขนาดตัวเราเองยังไม่ชอบ แล้วคิดว่าคนอื่นเขาจะชอบไหม แล้วอาจารย์ก็ให้เราสัญญา ว่าเราจะเป็นคุณครูที่ดีของเด็กๆ
     
ความรู้ที่ได้รับ : เราควรยึดแบบอย่างที่ดี ที่เราชอบ มาเป็นแบบอย่างในชีวิตของเรา อะไรที่เราไม่ชอบก็ไม่ควรไปทำกับผู้อื่น
ประเมินตนเอง : ตอนที่ออกไปนำเสนอหน้าห้อง รู้สึกตื่นเต้นมาก แล้วเวลาที่ตื่นเต้น เสียงจะสั่นทุกครั้งเลย แต่ก็พยายามควบคุมตัวเองที่สุดแล้ว
ประเมินเพื่อน : เพื่อนออกไปนำเสนอได้ดีมาก แต่ก็มีบางคนที่ตื่นเต้น  บางคนก็ซึ้งจนร้องไห้ ทุกคนนำเสนอได้น่ารักมาก
ประเมินอาจารย์ : ตอนที่ออกไปนำเสนอ อาจารย์จะคอยมองแบบให้กำลังใจอยู่ตลอด ทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นมานิดนึง 

วันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2560

คุณครูในดวงใจ


  คุณครูในดวงใจของดิฉันมีชื่อว่า คุณครู นิสา เรืองแจ่ม  ท่านเป็นคุณครูประจำชั้นของดิฉันเมื่อตอนที่อยู่ ป.5 และท่านก็เป็นคุณครูสอนวิชาการงานอาชีพ ที่สอนในเรื่องของการ ทำอาหาร การทำงานใบตอง กันเย็บปักถักร้อยต่างๆ ในตอนนั้นดิฉันเป็นเด็กกิจกรรมงานใบตอง เคยแข่งทำกระทง ทำบายศรีประกวด และ เคยแข่งทำลูกชุบ และครูที่ฝึกสอนคือ คุณครูนิสา ต้องสละเวลาไปซ้อมทุกวัน แม้แต่วันหยุดก็ต้องไปซ้อม เวลาที่ไม่สบายแล้วต้องนอนโรงพยาบาล ก็มีคุณครูนิสาที่ไปเยี่ยม คุณครูท่านนี้ เป็นคุณครูที่ให้ทุกอย่าง ทั้งให้ความรู้ ให้วิชาชีพ และให้อภัยเสมอมา 

ครั้งที่ 5

3 ตุลาคม 2560
วันนี้เริ่มต้นชั่วโมงโดยการฝึกท่าบริหารสมอง โดยทำกันประจำทุกๆต้นชั่วโมง แล้วอาจารย์ก็แจกกระดาษเพลงใหม่มาเพิ่มอีก 5 เพลง


ต่อมา อาจารย์ก็พาเล่นเกมส์ "รถไฟเหาะแห่งชีวิต" เพื่อเป็นการคลายเครียดก่อนที่จะเข้าสู้บทเรียน วันนี้เราได้เรียนเรื่อง "แนวคิดหลักการทฤษฎี โครงสร้างของบุคลิก"

แนวคิดหลักการทฤษฎี โครงสร้างของบุคลิก
 ๏ ทฤษฎีของ Sigmund Freud


1. อิด (Id) คือ สัญชาติญาณแรก 
2. อีโก้ (Ego) คือ การใช้ความคิดใช้เหตุผล
3. ซูเปอร์อีโก้ (Super ego) คือ การวิเคราะห์ การมีสามัญสำนึก การคิดไตร่ตรอง

     แบ่งพัฒนาบุคลิกภาพออกเป็น 5 ขั้น
1. ขั้นปาก (Oral stage) เริ่มตั้งแต่เกิดถึง 1 ขวบ คือการมีความสุขอยู่ที่ปาก เช่น การกิน 
2. ขั้นทวาร (Anal stage) เด็กจะมีอายุตั้งแต่ 1-3 ขวบ คือ จมูก ก้น หู ปาก อวัยวะเพศ เช่น การที่เด็กมีความสุขกับการได้ขับถ่ายเอง 
3.ขั้นอวัยวะเพศตอนต้น (Phallie stage) เริ่มตั้งแต่ 3-5 ขวบ คือ เด็กจะเริ่มสนใจเกี่ยวกับเพศ เช่น เด็กผู้หญิงจะติดพ่อ เด็กผู้ชายจะติดแม่ 
4. ขั้นแฝง (Latency stage) เริ่มตั้งแต่ อายุ 6-11 ปีคือ การที่เด็กมีพัฒนาโตเกินตัว เช่น การมีตวามคิดเป็นผู้ใหญ่ 
5. ขั้นอวัยวะเพศตอนปลาย (Genital stage) เริ่มจาก 12 ขวบขึ้นไป คือขั้นที่เด็เริ่มมีความรัก ความใคร่ สนใจเพศตรงข้าม 

  ๏ ทฤษฎีของ Albert Bandura


   เป็นการสังเกตการกระทำของผู้อื่นแล้วเลียนแบบพฤติกรรมนั้น คำต้องห้ามสำหรับเด็ก คือ อย่า ห้าม ไม่ เช่น 
   น้องหนูดีห้ามวิ่ง!! > น้องหนูดีเดินดีๆนะคะ 
   น้องหนูดีอย่าแกล้งเพื่อน > น้องหนูดีเล่นกับเพื่อนดีๆนะคะ
   
  ๏ ทฤษฎีของ Ivan Petrovich Pavlov


   เป็นทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบดั้งเดิม โดนมีการทดลองกับสุนัข ดังนี้



  1. ล่ามโซ่สุนัขไว้แล้ววางอาหารไว้ตรงหน้าสุนัขกินไม่ได้ ทำให้น้ำลายไหล
  2. สั่นกระดิ่งให้สุนัขฟัง แต่ไม่เกิดอะไรขึ้นกับสุนัข
  3. สั่นกระดิ่งพร้อมวางอาหารไว้ ทำให้สุนัขน้ำลายไหล โดยทำแบบนี้ประจำ
  4. สุนัขได้ยินเสียงกระดิ่ง ทำให้สุนัขน้ำลายไหล

เปรียบกับการปลูกฝังพฤติกรรมเด็ก โดยใช่สัญชาตญาณ เช่น ครูฟาดไม้บรรทัดลงบนโต๊ะ ทำให้เด็กเงียบ

  ๏ ทฤษฎีของ Skinner


  เป็นทฤษฎีการวางเงื่อนไข โดยทำการทดลองกับหนู


โดยขังหนูไว้ในกรงที่มีช่องใส่อาหารแต่ไม่มีอาหาร ถ้าหนูจะกิรอาหาร จะต้องโยกคันโยกที่กรงอาหารถึงจะล่วงลงมาที่ช่องใส่อาหาร หนูถึงจะได้กินอาหาร 

   เปรียบกับครูที่ใช้วิธีการต่อรองโดยการมีเงื่อนไขกับเด็ก เด็กถึงจะทำตามที่ครูบอก

  ๏ ทฤษฎีของ John B. Watson


  เป็นการวางเงื่อนไขพฤติกรรมของเด็ก โดนเขากำหนดได้เลยว่าเด็กแต่ละคน โตขึ้นมาจะต้องทำอะไร โดยได้มีการทดลองกับลูกชายของตน ชื่อน้อง อัลเบิร์ตกับหนู 


เมื่อเด็กจับจับหนู เขาจะตีระฆัง หรือทำให้เกิดเสียงดัง จนทำให้เด็กตกใจ และทำแบบนี้ประจำ จนทำให้เด็กไม่กล้าจับหนู และทำให้กลัวหนู 

ความรู้ที่ได้รับ : ได้รู้หลักที่มาขอทฤษฎีโครงสร้างของบุคลิก ตามทฤษฎีของแต่ละท่านที่เป็นเจ้าของทฤษดี และสามารถที่นำไปใช้ในชีวิตได้ สามารถเลือกว่าจะใช้ทฤษฎีใด ในเวลาใด และกับใครได้ เพื่อนให้เกิดประโยชน์แก่เด็กให้มากที่สุด


ประเมินตนเอง : มีการให้ความร่วมมือกับการเรียนดี จดตามได้ละเอียด 

ประเมินเพื่อน : เพื่อนให้ความร่วมมือกับอาจารย์ดีมาก เวลาเล่นเกมส์ก็เล่นกันอย่างสนุกสนาน เวลาเรียนก็ตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่

ประเมินอาจารย์ : อาจารย์สอนสนุก และยกตัวอย่างที่เข้าใจง่ายโดนการหยิบยกเรื่องที่ใกล้ตัวมาเป็นการยกตัวอย่าง 

วันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ครั้งที่ 4

19 กันยายน 2560 
ความรู้ที่ได้รับ : วันนี้ตอนต้นชั่วโมง อาจารย์ได้ให้ทบทวนท่าบริหารสมอง พร้อมกับให้ท่ามาใหม่อีก 1 ท่า คือท่านับ 1 ถึง 10 โดยมีท่าทางดังนี้



 
   ต่อมา อาจารย์ ได้สอนเรื่อง การเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดีสำหรับครูปฐมวัย ความหมายทางกระทรวงการศึกษา บุคลิกภาพ หมายถึง ลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละคนที่ทำให้เรามีความแตกต่างจากคนอื่น โดยแบ่งแยกได้ 2 ลักษณะคือ
 1. บุคลิกภาพภายนอก เช่น การเดิน รูปร่าง หน้าตา 
 2. บุคลิกภาพภายใน เช่น นิสัย ความรอบรู้ ความเชื่อมั่นในตนเอง เป็นต้น 
  ต่อมา อาจารย์ ก็ได้สอนร้องเพลงใหม่ 5 เพลง เพลงใหม่ที่ได้มา ก็ยากพอสมควร เพราะเป็นเพลงที่ไม่คุ้นหู ไม่เคยได้ยินเลย แต่อาจทรย์ก็สอนให้จับทำนอง ให้พอร้องตามได้ 


ประเมินตนเอง : วันนี้มีความตั้งใจเรียน มีการลองสำรวจบุคลิกภาพตนเองตามที่อาจารย์สอน 
ประเมินเพื่อน : เพื่อนทุกคนตั้งใจเรียนดี ให้ความร่วมมือกับอาจารย์ผู้สอนเป็นอย่างดี 
ประเมินอาจารย์ : อาจารย์น่ารัก สอนสนุก สอนเข้าใจง่าย มีการสอดแทรกแนวทางในการปฏิบัติอยู่เสมอ